วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ตติยฌานและจตุตถฌาน(ฌาณ 3 - 4)


                                          ตติยฌานหรือตติยสมาบัติ
         

                 ปฐม แปลว่าที่ ๑ ทุติยะ แปลว่าที่ ๒ ตติยะ แปลว่าที่ ๓ ตติยฌานจึงแปลว่า ฌาน ที่ ๓ ตติยสมาบัติ แปลว่า การเข้าถึงอารมณ์ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๓ นี้ มีอารมณ์ ๒ คือ

1.  สุข ได้แก่ความสุขที่ปราศจากปีติ คือความสุขทางจิตโดยเฉพาะ ไม่มีความสุข ที่เนื่องด้วยกาย
2.  เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการที่สงัด จากกาย ฌานนี้ท่านว่าเป็นฌานที่กายกับจิตแยกกันเด็ดขาด

           อาการของฌานที่ ๓ นี้เป็นอาการที่จิตตัดปีติความเอิบอิ่มใจในฌานที่ ๒ ออกเสียได้ เมื่ออารมณ์จิตเข้าถึงฌานที่ ๓ นี้ จะรู้สึกว่า อาการขนพองสยองเกล้าก็ดี น้ำตา ไหลก็ดี กายโยกโคลงก็ดี อาการซู่ซ่าทางกาย คล้ายกายเบา กายใหญ่ กายสูงจะไม่ปรากฏ เลยมีอาการทางกายเครียดคล้ายกับใครมาจับมัดไว้จนแน่น หรือคล้ายหลักที่ปักจนแน่น ไม่มีการโยกโคลงได้ฉันนั้น จงจำไว้ว่าตั้งแต่ฌานที่ ๒ เป็นต้นมา ไม่มีการภาวนาเลย ถ้า ยังภาวนาอยู่ และหูได้ยินเสียงชัด แต่ไม่รำคาญในเสียง เป็นฌานที่ ๑ ตั้งแต่ฌานที่ ๒ มา ไม่มีการภาวนาและเรื่องเสียงเกือบไม่มีความหมาย คือไม่มีความสนใจในเสียงเลย เสียง มีอยู่ก็เหมือนไม่มีเพราะจิตไม่รับเสียง ลมหายใจจะค่อยๆ น้อยอ่อนระรวยลงทุกขณะใน ฌานที่ ๓ นี้ลมหายใจยังปรากฏ แต่ก็รู้สึกเบาเต็มที่มีอาการคล้ายจะไม่หายใจ แต่ก็พอรู้สึก น้อยๆ ว่าหายใจ จิตสงัดไม่มีการหวั่นไหว ไม่มืด มีความโพลงอยู่มีอารมณ์แน่นในสมาธิ มากจนรู้ตัวว่า อารมณ์แนบแน่นกว่าสองฌานที่ผ่านมา อย่างนี้ท่านเรียกว่าเข้าถึงฌานที่ ๓ ต้องฝึกเข้าฌานออกฌานให้แคล่วคล่องว่องไวตามที่กล่าวมาแล้ว

เสี้ยนหนามของฌานที่ ๓
       
           ปีติ เป็นเสี้ยนหนามของ ฌานที่ ๓ เพราะฌานที่ ๓ ตัดปีติเสียได้ แต่ถ้าอารมณ์ ตกลงไปปีติจะปรากฏขึ้น ถ้าปีติปรากฏขึ้นเมื่อไร พึงทราบเถิดว่า ขณะนี้อารมณ์จิตเคลื่อน จากฌานที่ ๓ มาอยู่ระดับฌาน ๒ แล้วถ้าปรากฏว่ามีการภาวนาด้วย แต่จิตยังไม่รำคาญ ในเสียงก็ยิ่งร้ายใหญ่ เพราะอารมณ์สมาธิไหลออกจนเหลือเพียงฌาน ๑ ท่านให้ระมัดระวัง ด้วยการทรงสติสัมปชัญญะ อย่าให้อารมณ์สมาธิรั่วไหลเป็นอันขาด เพราะจะเป็นอันตราย แก่ฌาน ๓ 

อานิสงส์ฌานที่ ๓ 
 
            ฌานที่ ๓ นี้ ถ้าทรงไว้ได้จนตาย ในขณะตาย ตายในระหว่างฌานที่ ๓ ท่านว่า จะไม่หลงตาย เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็จะเป็นคนมีอารมณ์แช่มชื่นเบิกบานตลอดเวลา หน้าตา สดชื่นผ่องใส เมื่อตายแล้ว ฌาน ๓ ย่อมส่งผลให้เกิดเป็นพรหม คือ

1. ฌานที่ ๓ หยาบ ให้ผลไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๗
2. ฌานที่ ๓ กลาง ให้ผลไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๘
3. ฌานที่ ๓ ละเอียด ให้ผลไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๙ 

            ฌาน ๓ ที่เป็นโลกียฌานให้ผลอย่างนี้ ถ้าเอาฌาน ๓ ไปเป็นกำลังของวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาจะมีกำลังกล้า ตัดกิเลสให้เด็ดขาดได้โดยรวดเร็ว อาจได้บรรลุมรรคผลเบื้องสูงใน ชาตินี้โดยไม่ชักช้านัก ผลของท่านที่ทรงฌาน ๓ ไว้ได้มีผลดังกล่าวมาแล้วนี้ 

จตุตถฌาน หรือ จตุตถสมาบัติ
 
            จตุตถะ แปลว่าที่ ๔ จตุตถฌานจึงแปลว่าฌานที่ ๔ ฌานที่ ๔ นี้มีอารมณ์ ๒ เหมือนฌาน ๓ แต่ผิดกันที่ฌาน ๓ มีสุขกับเอกัคคตา สำหรับฌานที่ ๔ นี้ ตัดความสุข ออกเสียเหลือแต่ เอกัคคตา และเติมอุเบกขาเข้ามาแทน ฉะนั้น อารมณ์ของฌาน ๔ จึงมีอารมณ์ผิดแผกจากฌาน ๓ ตรงที่ตัดความสุขออกไป และเพิ่มการวางเฉยเข้ามา แทนที่ 

อาการของฌาน ๔ 
 
            ฌาน ๔ เมื่อนักปฏิบัติ ปฏิบัติถึงมีอาการดังนี้

  1. จะไม่ปรากฏลมหายใจเหมือนสภาพฌานอื่นๆ เพราะลมละเอียดจน ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจ ในวิสุทธิมรรคท่านว่า ลมหายใจไม่มีเลย แต่บางอาจารย์ ท่านว่า ลมหายใจนั้นมี แต่ลมหายใจละเอียดจนไม่มีความรู้สึกว่าหายใจ ตามนัยวิสุทธิ- มรรคท่านกล่าวถึงคนที่ไม่มีลมหายใจไว้ ๔ จำพวกด้วยกัน คือ ๑. คนตาย ๒. คนดำน้ำ ๓. เด็กในครรภ์มารดา ๔.ท่านที่เข้าฌาน ๔ รวมความว่า ข้อสังเกตที่สังเกตได้ชัดเจน ในฌาน ๔ ที่เข้าถึงก็คือ ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจการที่ฌาน ๔ เมื่อเข้าถึงแล้ว และ ขณะที่ทรงอยู่ในระดับของฌาน ๔ ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจนี้เป็นความจริง มีนักปฏิบัติ หลายท่านที่พบเข้าแบบนี้ถึงกับร้องเอะอะโวยวายบอกว่าไม่เอาแล้วเพราะเกรงว่าจะตาย เพราะไม่มีลมหายใจบางรายที่อารมณ์สติสมบูรณ์หน่อยก็ถึงกับค้นคว้าควานหาลมหายใจ เมื่ออารมณ์จิตตกลงระดับต่ำกว่าฌานที่ ๔ ในที่สุดก็พบลมหายใจที่ปรากฏอยู่กับปลาย จมูกนั่นเอง

  2. อารมณ์จิตเมื่อเข้าสู่ระดับฌาน ๔ จะมีอารมณ์สงัดเงียบจากอารมณ์ ภายนอกจริง ๆ ดับเสียง คือ ไม่ได้ยินเสียง ดับสุข ดับทุกข์ทางกายเสียจนหมดสิ้น มี อารมณ์โพลงสว่างไสวเกินกว่าฌานอื่นใด มีอารมณ์สงัดเงียบ ไม่เกี่ยวข้องด้วยร่างกาย เลย กายจะสุข จะทุกข์ มดจะกิน ริ้นจะกัดอันตรายใดๆ จะเกิด จิตในระหว่างตั้งอยู่สมาธิ ที่มีกำลังระดับฌาน ๔ จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เพราะฌานนี้กายกับจิตแยกกันเด็ดขาดจริงๆ ไม่สนใจข้องแวะกันเลย ดังจะเห็นในเรื่องของลมหายใจ ความจริงร่างกายนี้จำเป็นมาก ในเรื่องหายใจเพราะลมหายใจเป็นพลังสำคัญของร่างกาย พลังอื่นใดหมดไป แต่อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจยังปรากฏ ที่เรียกกันตามภาษาธรรมว่า ผัสสาหารยังมีอยู่ ร่างกาย ก็ยังไม่สลายตัว ถ้าลมหายใจที่เรียกว่าผัสสาหารหยุดเมื่อไร เมื่อนั้นก็ถึงอวสานของการ ทรงอยู่ของร่างกาย ฉะนั้น ผลการปฏิบัติที่เข้าถึงระดับฌาน ๔ จึงจัดว่าลมหายใจยังคงมี ตามปกติที่ไม่รู้ว่าหายใจก็เพราะว่าจิตแยกออกจากกายอย่างเด็ดขาดโดยไม่รับรู้อาการ ของร่างกายเลย 


อาการที่จิตแยกจากร่างกาย
 
            เพื่อให้เข้าใจชัดว่า จิตแยกออกจากร่างกายได้จริงเพียงใด เมื่อท่านเจริญสมาธิถึง ฌาน ๔ จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญดีแล้ว ให้ท่านเข้าสู่ฌาน ๔ แล้วถอยจิตออกมาหยุดอยู่ เพียงอุปจารฌาน แล้วอธิษฐานว่า ขอร่างกายนี้จงเป็นโพรงและกายอีกกายหนึ่งจงปรากฏ แล้วเข้าฌาน ๔ ใหม่ ออกจากฌาน ๔ มาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน ท่านจะเห็นกายเป็น โพรงใหญ่ มีกายของเราเองปรากฏขึ้นภายในกายเดิมอีกกายหนึ่ง ที่ท่านเรียกในมหาสติ- ปัฏฐานว่ากายในกาย จะบังคับให้กายในกายท่องเที่ยวไปในร่างกายทุกส่วน แม้แต่เส้น ประสาทเล็กๆ กายในกายก็จะไปได้สะดวกสบายเหมือนเดินในถ้ำใหญ่ ๆ ต่อไปจะบังคับ กายใหม่นี้ออกไปสู่ภพใด ๆ ก็ไปได้ตามประสงค์ ที่ท่านเรียกว่า "มโนมยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจนั่นเอง" พลังของฌาน ๔ มีพลังมากอย่างนี้ ท่านที่ได้ฌาน ๔ แล้วท่าน จะฝึกวิชชาสาม อภิญญาหกหรือปฏิสัมภิทาญาณ ก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะวิชชาการที่จะฝึก ต่อไปนั้น ก็ใช้พลังจิตระดับฌาน ๔ นั่นเอง จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็เพียงอาการในการ เคลื่อนไปเท่านั้น ส่วนอารมณ์ที่จะใช้ก็เพียงฌาน ๔ ซึ่งเป็นของที่มีอยู่แล้วเปรียบเสมือน นักเพาะกำลังกาย ถ้ามีกำลังกายสมบูรณ์แล้วจะทำอะไรก็ทำได้เพราะกำลังพอจะมีสะดุด บ้างก็ตรงเปลี่ยนแนวปฏิบัติใหม่ จะยุ่งใจบ้างในระยะต้นพอเข้าใจเสียแล้วก็ทำได้คล่อง เพราะกำลังพอ ท่านที่ได้ฌาน ๔ แล้วก็เช่นเดียวกัน เพราะงานส่วนอภิญญาหรือวิชชาสาม ก็ใช้พลังจิตเพียงฌาน ๔ เท่านั้น ท่านที่ได้ฌาน ๔ จึงเป็นผู้มีโอกาสจะทำได้โดยตรง 

เสี้ยนหนามของฌาน ๔ 
            เสี้ยนหนาม หรือศัตรูตัวสำคัญของฌาน ๔ ก็คือ "ลมหายใจ" เพราะถ้าปรากฏว่า มีลมหายใจปรากฏเมื่อเข้าฌาน ๔ ก็จงทราบเถิดว่า จิตของท่านมีสมาธิต่ำกว่าฌาน ๔ แล้วจงอย่าสนใจกับลมหายใจเลยเป็นอันขาด

อานิสงส์ของฌาน ๔ 

1. ท่านที่ทรงฌาน ๔ ไว้ได้ ในขณะที่มีชีวิตอยู่ จะมีอารมณ์แช่มชื่นตลอดวัน เวลาจะแก้ปัญหาของตนเองได้อย่างอัศจรรย์
2. ท่านที่ได้ฌาน ๔ สามารถจะทรงวิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณได้ ถ้าท่านต้องการ
3. ท่านที่ได้ฌาน ๔ สามารถจะเอาฌาน ๔ เป็นกำลังของวิปัสสนาญาณชำระ กิเลสให้หมดสิ้นไป อย่างช้าภายใน ๗ ปี อย่างกลางภายใน ๗ เดือน อย่างเร็วภายใน ๗ วัน
4. หากท่านไม่เจริญวิปัสสนา ท่านทรงฌาน ๔ ไว้มิให้เสื่อม ขณะตาย ตาย ในระหว่างฌานที่จะได้ไปเกิดในพรหมโลกสองชั้นคือ ชั้นที่ ๑๐ และชั้นที่ ๑๑ 

 .............................................

ทุติยฌาน (ฌาน 2)




                           ทุติยฌานหรือทุติยสมาบัติ         ทุติยฌาน แปลว่า ฌานที่ ๒ ทุติยสมาบัติ แปลว่า สมาบัติที่ ๒ ฌานและสมาบัติ ได้อธิบายมาแล้ว แต่ฌานต้นคือ ปฐมฌาน จะไม่อธิบายอีก ปฐมฌานมีอารมณ์ ๕ ตามที่ กล่าวมาแล้วในฌานที่ ๑ สำหรับทุติยฌานนี้ มีอารมณ์ ๓ 


            อารมณ์ ๓ ของทุติยฌานมีดังต่อไปนี้

1. ปีติ ความเอิบอิ่มใจ
2. สุข ความสุขอย่างประณีต
3. เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง 

            อารมณ์ทุติยฌานนี้ ก็ตัดเอามาจากอารมณ์ปฐมฌานนั่นเอง ท่านที่ทรงสมาธิ เข้าถึงทุติยฌานนี้ ท่านตัด วิตก วิจาร อันเป็นอารมณ์ของ ปฐมฌานเสียได้ คงเหลือแต่ ปีติ สุข เอกัคคตา อาการตัดวิตก วิจารนั้นมีความรู้สึกอย่างไรในเวลาปฏิบัติจริง ข้อนี้นักปฏิบัติ สนใจกันมากเป็นพิเศษเพราะเพียงอ่านรู้แล้วยังหาความเข้าใจจริงไม่ได้ การตัดก็มิใช่จะตัด ออกไปเฉยๆ ได้ตามอารมณ์ วิตก แปลว่า ตรึก นึกคิด วิจาร แปลว่า ไตร่ตรองใคร่ครวญ ท่านลองพิจารณาดูเถิดว่า วิตกวิจารนี้ เป็นอารมณ์ที่ตัดไม่ได้ง่ายเลย ใคร ๆ ที่ไหนจะมาห้าม ความรู้สึกนึกคิดกันง่าย ๆ ได้ เคยฟังท่านสอนเวลาเรียน ท่านสอนว่าให้ตัดวิตกวิจารออกเสียได้ แล้วทรงอยู่ใน ปีติ สุข เอกัคคตาเท่านี้ก็ได้ ทุติยฌาน ท่านพูดของท่านถูกฟังก็ไม่ยาก แต่ ตอนทำเข้าจริง ๆ พอมาเจอตัวตัดวิตกวิจารเข้าจริง ๆ กลับไม่เข้าใจ จะพูดให้ฟังถึงการ ตัดวิตกวิจาร 

ตัดวิตกวิจารตามผลปฏิบัติ
         
          ตามผลปฏิบัตินั้นวิตกวิจารที่ถูกตัดมิได้ตัดด้วยการยกเว้น คืองดการนึกคิด เอาเอง เฉย ๆ ท่านตัดด้วยการปฏิบัติเข้าถึงระดับ คือ ในระยะแรกก็เจริญภาวนาคาถา ภาวนาตามท่านอาจารย์สอน จะภาวนาว่าอย่างไรก็ได้ ท่านไม่ได้จำกัดไว้คาถาภาวนาเป็น สายเชือกโยงใจเท่านั้นให้ใจมีหลักเกาะไว้ไม่ให้สอดส่ายไปในอารมณ์นอกจากคำภาวนา อย่างนี้ท่านเรียกว่า "บริกรรมภาวนา" ขณะที่ภาวนาอยู่จิตคิดถึงคำภาวนานั้นท่านเรียกว่า " วิตก" จิตที่คอยประคับประคองคำภาวนา คิดตามว่า เราภาวนาถูกตามอาจารย์สอนหรือ ไม่ครบถ้วนหรือไม่ อย่างนี้ท่านเรียกว่า " วิจาร " การตัดวิตกวิจาร ก็ภาวนาไปอย่างนั้น จนเกิด ปีติ สุขและเอกัคคตา คือมีอารมณ์คงที่ จิตไม่สนใจกับอารมณ์ภายนอก รักษาอารมณ์ ภาวนาและอาการเอิบอิ่ม สุขสันต์อยู่ตลอดเวลา ลมหายใจชักจะอ่อนลงทุกที รู้สึกว่าหายใจ เบา อารมณ์จิตโปร่งแจ่มใส หลับตาแล้ว แต่คล้ายกับมีใครเอาประทีปมาวางไว้ใกล้ ๆ ใน ระยะนี้เองจิตจะหยุดภาวนาเอาเฉยๆ มีอารมณ์นิ่งดิ่งสบายกว่าขณะที่ภาวนามาก รู้สึกว่า ลมหายใจอ่อนระรวยลง หูได้ยินเสียงภายนอกแต่เบาลงกว่าเดิม จิตไม่สนใจกับอะไร มี อารมณ์เงียบสงัดดิ่งอยู่ บางรายพอรู้สึกตัวว่าหยุดภาวนาก็ตกใจ รีบคิดถึงคำภาวนา บางราย ก็คว้าต้นชนปลายไม่ถูก คำภาวนาภาวนามาจนคล่อง กลับคิดไม่ออกว่าอะไรเป็นต้นเป็น ปลาย กึกกักอึกอักอยู่ครู่หนึ่งจึงจับต้นชนปลายถูก อาการที่จิตสงัดปล่อยคำภาวนามีอารมณ์ เฉยไม่ภาวนานั่นแหละเป็นการละวิตกวิจาร ละด้วยอารมณ์เข้าถึงสมาธิอันดับฌาน ๒ ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็จะมาหยุดภาวนาไปนั้นตอนนั้นจิตตกอารมณ์ทุติยฌาน เข้าสู่อารมณ์ปฐมฌาน ตามเดิม บางรายก็เข้าสู่ภวังค์ คืออารมณ์ปกติธรรมดาเอาเลย
 
            พูดมาอย่างนี้ คิดว่าท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจแล้วว่า การละหรือตัดวิตกวิจารนั้นก็การ ที่ภาวนาไปจนมีอารมณ์สงัด จิตปล่อยคำภาวนานั่นเอง เมื่อจิตปล่อยคำภาวนาแล้ว ก็เหลือ แต่ความชุ่มชื่นหรรษามีความสุขสันต์ทางกายอย่างประณีต มีอารมณ์ใจดิ่งอยู่อย่างไม่สนใจ กับอารมณ์ใด หูเกือบจะไม่ได้ยินเสียงอะไร เป็นอารมณ์จิตที่มีความสุขสบายยอดเยี่ยมกว่า ฌานที่ ๑ มาก เพราะฌานที่ ๑ ยังต้องมีกังวลอยู่กับการภาวนาและต้องระมัดระวังบทภาวนา ให้ถูกต้องครบถ้วน จัดว่ามีกังวลมาก สำหรับทุติยฌานนี้ตัดคำภาวนาออกเสียได้ด้วยการเข้า ถึงอารมณ์ที่ละเอียดกว่า มีแต่ความชุ่มชื่นหรรษาด้วยอำนาจปีติมีความสุขละเอียดอ่อนประณีต เพราะสู่ความสุขอันประณีตด้วยอำนาจสมาธิที่ตั้งมั่นกว่าปฐมฌานจิตเป็นหนึ่ง คือมีอารมณ์ สงัดจากอารมณ์ภายนอก แม้แต่คำภาวนาก็ไม่แยแส นี่แหละที่ท่านเรียกว่าได้ทุติยฌาน หรือ ทุติยสมาบัติ เมื่อได้แล้วต้องฝึกฝนให้คล่องว่องไว คิดจะเข้าทุติยฌานเมื่อไร ก็เข้าได้ทัน ท่วงทีหรือจะทรงทุติยฌานอยู่นานเท่าใด ก็กำหนดเวลาได้ตามความประสงค์ อย่างนี้จึงจะ ชื่อว่า ได้ทุติยฌานแน่นอน แต่ทว่าเมื่อได้แล้วก็อย่าประมาท ถ้าพลั้งพลาดปล่อยให้อกุศล มารบกวนใจหรือจิตใจไปใคร่ในอกุศลเข้าเมื่อไร ทุติยฌานก็ทุติยฌานนั่นแหละ เป็นเสื่อม- ทรามลงทันที ฉะนั้นท่านจึงว่า ฌานโลกีย์นี้ระมัดระวังยาก ต้องคอยประคับประคองประคบ ประหงมยิ่งกว่าเด็กอ่อนนอนเบาะเสียอีก
 

เสี้ยนหนามของทุติยฌาน
 
            เสี้ยนหนามของปฐมฌานได้แก่เสียง เสียงเป็นศัตรูคอยทำลายปฐมฌาน เมื่อใดถ้าจิต ยุ่งกับเสียง คือทนรำคาญไม่ไหว ก็หมายความว่า ปฐมฌานเสื่อมเสียแล้ว สำหรับทุติฌานนี้ มีวิตกวิจารเป็นเสี้ยนหนามศัตรู เมื่อขณะที่จิตทรงสมาธิอยู่ในระดับทุติยฌาน จิตคอยจะเคลื่อน เลื่อนลงมาหาอารมณ์ปฐมฌาน คือคอยจะยึดเอาคาถาภาวนาเป็นอารมณ์ เพราะคาถาภาวนา เป็นวิตกวิจาร จึงจำต้องคอยระมัดระวังไว้ อย่าปล่อยสติสัมปชัญญะให้คลาดเคลื่อนคุมอารมณ์ ทุติยฌานอย่าให้เลือนไปได้ ฝึกหัดตั้งกำหนดเวลาทรงฌานเข้าไว้ แล้วทำให้ชินตามกำหนด เวลา
 

อานิสงส์ทุติยฌาน
 
            ฌานทั้งหมด เป็นอารมณ์สมาธิที่ทำจิตใจให้พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ เวลาจะทำ การงานก็มีความทรงจำดี จิตใจไม่เลอะเลือนฟุ้งซ่าน เป็นอารมณ์รักษาโรคประสาทได้ดี ที่สุด นอกจากนี้ เวลาจะตายก็มีสติสัมปชัญญะดีไม่หลงตาย ถ้าตายในระหว่างฌานท่านว่า ทุติยฌานที่เป็นโลกียฌานให้ผลดังนี้

ก. ทุติยฌานหยาบ ให้ผลไปเกิดในพรหมโลกชั้นที่ ๔
ข. ทุติยฌานกลาง ให้ผลไปเกิดในพรหมโลกชั้นที่ ๕
ค. ทุติยฌานละเอียด ให้ผลไปเกิดในพรหมโลกชั้นที่ ๖


            ถ้าเอาอารมณ์ทุติยฌานไปเป็นกำลังของวิปัสสนาญาณแล้ว สมาธิระดับทุติยฌานจะมี กำลังช่วยให้วิปัสสนาญาณกำจัดกิเลสได้ดีและรวดเร็วกว่ากำลังของปฐมฌานมาก ท่านอาจมี หวังถึงที่สุดของพรหมจรรย์ในชาติปัจจุบันก็ได้ ถ้าท่านมีความเพียรดี ปฏิบัติตรงต่อพระพุทธ- พจน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และปฏิบัติพอดีพอควร ไม่ยิ่งหย่อนนัก เรียกว่าปฏิบัติพอเหมาะ พอดี การปฏิบัติพอเหมาะพอดีนี้ปฏิบัติอย่างไร ท่านก็ศึกษาจากตัวของท่านเองนั่นแหละตรง ต่อความเป็นจริง.......

ปฐมฌาณ(เบื้องต้น)หรือ(ฌาน 1)

อารมณ์ปฐมฌาน และปฐมสมาบัติ
           
 เพื่อให้จำง่ายเข้า จะขอนำอารมณ์ปฐมฌานมากล่าวโดยย่อเพื่อทราบไว้ อารมณ์- ปฐมฌานโดยย่อมีดังนี้1วิตก ความตรึกนึกคิดถึงอารมณ์ภาวนา 

1.วิตก ความตรึกนึกคิดถึงคำภาวนา
2.วิจาร ความใคร่ครวญทบทวนถึงคำภาวนานั้นๆ ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่เพียงใด 
3.ปีติ ความเอิบอิ่มใจ มีความชุ่มชื่นเบิกบานหรรษา 
4.สุข มีความสุขสันต์ทางกายและจิตใจอย่างไม่เคยมีมาในกาลก่อน เป็นความสุข อย่างประณีต 
5.เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ ทรงวิตก วิจาร ปีติ สุข ไว้ได้โดยไม่มีอารมณ์ อื่นเข้ามาแทรกแซง
       
           องค์ปฐมฌาน หรือ ปฐมสมาบัติ ๕ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ต้องปรากฏพร้อม ๆ กันไปคือ นึกคิดถึงองค์ภาวนาใคร่ครวญในองค์ภาวนานั้น ๆ ว่า ครบถ้วนถูกต้องหรือ ไม่ประการใด มีความชุ่มชื่นเบิกบานใจ มีอารมณ์ผ่องใสสว่างไสวในขณะภาวนา มีความสุข สันต์หรรษา มีอารมณ์จับอยู่ในองค์ภาวนา ไม่สนใจต่ออารมณ์ภายนอก แม้แต่เสียงที่ได้ยิน สอดแทรกเข้ามาทำให้ได้ยินชัดเจน แต่จิตใจก็ไม่หวั่นไหว ไปตามเสียงนั้น จิตใจคงมั่นคง อยู่กับอารมณ์ภาวนาเป็นปกติ 

เสี้ยนหนามของปฐมฌาน
         

               เสี้ยนหนามหรือศัตรูตัวสำคัญของปฐมฌาน หรือ ปฐมสมาบัตินี้ ก็ได้แก่ เสียง เสียงเป็นศัตรูที่คอยทำลายอารมณ์ปฐมฌาน ถ้านักปฏิบัติทรงสมาธิอยู่ได้ โดยไม่ต้องระแวงหวั่นไหวในเสียง คือไม่รำคาญเสียงที่รบกวนได้ก็แสดงว่าท่านเข้าถึง ปฐมฌานแล้ว ข้อที่ไม่ควรลืมก็คือ ฌานโลกีย์นี้เป็นฌานระดับต่ำ เป็นฌานที่ปุถุชน คนธรรมดาสามารถจะทำให้ได้ถึงทุกคน เป็นฌานที่เสื่อมโทรมง่าย หากจิตใจของ ท่านไปมั่วสุมกับนิวรณ์ห้าประการอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าแม้แต่อย่างเดียว ฌานของท่าน ก็จะเสื่อมทันที ต่อว่าเมื่อไรท่านขับไล่นิวรณ์ไม่ให้เข้ามารบกวนจิตใจได้ ฌานก็เกิดขึ้น แก่จิตใจของท่านต่อไป ฌานจะเสื่อม หรือ เจริญก็อยู่ที่นิวรณ์ ด้านนิวรณ์ไม่ปรากฏจิตว่าง จากนิวรณ์ จิตก็เข้าถึงฌาน ถ้านิวรณ์มารบกวนจิตได้ ฌานก็จะสลายตัวไป ฌานตั้งแต่ ฌานที่ ๑ ถึง ฌานที่ ๘ มีสภาพเช่นเดียวกัน คือต้องระมัดระวังนิวรณ์ไม่ให้เข้ามายุ่ง แทรกแซงเหมือนกัน ก่อนที่จะพูดถึงฌานที่ ๒ จะขอนำเอานิวรณ์ศัตรูร้ายผู้คอยทำลาย ฌานมาให้ท่านรู้จักหน้าตาไว้เสียก่อน 


นิวรณ์ ๕
            อกุศลธรรมที่คอยทำลายล้างความดีที่เป็นกุศล คือ ฌาน ท่านเรียกว่า นิวรณ์ มี ๕ อย่างคือ 

1.กามฉันทะ ความพอใจใน รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสอันเป็นวิสัยของ กามารมณ์
2.พยาบาท ความผูกโกรธ จองล้างจองผลาญ
3.ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะเจริญสมณธรรม
4.อุทธัจจกุกกุจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน และความรำคาญหงุดหงิดใจ
5.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติ ไม่แน่ใจว่าจะมีผลจริงตามที่คิด ไว้หรือไม่เพียงใด 

            อารมณ์ทั้ง ๕ ประการนี้ เป็นเพื่อนสนิทกับจิตใจมานับจำนวนปีไม่ถ้วน ควรจะพูด ว่า จิตใจของเราคบกับนิวรณ์มานานหลายร้อยหลายพันชาติ เมื่อจิตใจเราสนิทสนม กับอารมณ์ของนิวรณ์มานานอย่างนี้ เป็นธรรมดาอยู่เองที่จิตใจจะต้องอดคบหาสมาคมกับ นิวรณ์ไม่ได้ เมื่อเรามาแนะนำให้คบหาสมาคมกับฌาน ซึ่งเป็นเพื่อนหน้าใหม่ มีนิสัยตรงข้าม กับเพื่อนเก่าก็เป็นการฝืนอารมณ์อยู่ไม่น้อย ฉะนั้น ในฐานะที่นิวรณ์กับจิตเป็นเพื่อนสนิทกัน มานาน ก็อดที่จะแอบไปคบหาสมาคมกันไม่ได้ อารมณ์ที่จะคอยหักล้างนิวรณ์ คืออกุศลห้า- ประการนี้ได้ ก็อารมณ์ ๕ ประการของปฐมฌานนั่นเอง เมื่อจิตกับนิวรณ์เป็นมิตรสนิทกัน มานาน 

            ฉะนั้น การดำรงจิตอยู่ในอารมณ์ฌานจึงทรงอยู่ได้ไม่นาน ทรงอยู่ได้ชั่วครู่ชั่วขณะ จิตก็เลื่อนเคลื่อนออกจากอารมณ์ฌานคลานเข้าไปหานิวรณ์ อาการอย่างนี้เป็นกฎธรรมดา ของท่านที่เข้าถึงฌานในระยะต้น หรือที่มีความช่ำชองชำนาญในฌานยังน้อยอยู่ต่อเมื่อไร ได้ฝึกการดำรงฌาน กำหนดเวลาตามความต้องการได้แล้ว เมื่อนั้นแหละความเข้มข้นเข้ม แข็งของกำลังจิตที่จะทรงฌานอยู่ได้นานตามความต้องการจึงจะปรากฏมีขึ้น ขอนักปฏิบัติ จงเข้าใจไว้ด้วยว่า จิตที่เข้าสู่ระดับฌาน คือ ปฐมฌาน หรือฌานอื่นใดก็ตาม ถ้า ยังไม่ฝึกฝนจนชำนาญ เข้าฌานออกฌานตามกำหนดเวลาได้แล้ว จิตก็จะยังทรงสมาธิไว้ ได้ไม่นาน จิตจะค่อยถอยหลังเข้าหานิวรณ์ ๕ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่ออารมณ์ฌาน ย่อหย่อน เมื่อมีอาการอย่างนั้นบังเกิดขึ้นก็จงอย่าท้อใจหมั่นฝึกฝนเข้าฌานโดยการกำหนด เวลาว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะดำรงอยู่ในฌาน ตั้งแต่เวลานี้ถึงเวลาเท่านั้น แล้วเริ่มทำสมาธิเข้าสู่ ระดับฌาน ทรงฌานไว้ตามเวลาจนกว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจิตจะเคลื่อนจากฌาน มีความรู้สึก ตามปกติเอง เมื่อทำได้แล้วหัดทำบ่อย ๆ จากเวลาน้อย ไปหาเวลามาก คือ ๑ ชั่วโมง ไป หา ๒-๓-๔-๕-๖ จนถึง ๑ วัน ๒-๓-๔-๕-๖-๗ พอครบกำหนด จิตก็จะคลายตัวออกเองโดย ไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกหรือคนเรียก เมื่อชำนาญอย่างนี้ ชื่อว่าท่านเอาชนะนิวรณ์ได้ แต่ก็ อย่าประมาทเพราะฌานโลกีย์ ถึงอย่างไรก็ดี ยังไม่พ้นอำนาจนิวรณ์อยู่นั่นเอง นิวรณ์ที่ไม่มา รบกวนนั้นไม่ใช่นิวรณ์สูญไปหรือสลายตัวเพียงแต่เพลียไปเท่านั้นเอง ต่อเมื่อไรท่านได้ โลกุตตรฌาน คือ บรรลุพระอริยะ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปนั่นแหละท่านพอจะไว้ใจตัว ได้ว่าท่านไม่มีวันที่จะต้องตกมาอยู่ใต้อำนาจนิวรณ์ คืออกุศลธรรมต่อไปอีก เพราะโลกุต- ตรฌานคือ ได้ฌานโลกีย์แล้วเจริญวิปัสสนาญาณจนบรรลุอริยมรรคอริยผล เป็นพระอริย- บุคคล แล้วอกุศลคือนิวรณ์ ๕ ประการเข้าครองจิตไม่ได้สนิทนักสำหรับพระอริยะต้น พอจะ กวนบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็จักจูงใจให้ทำตามนิวรณ์สั่งไม่ได้ นิวรณ์บางอย่างเช่น กามฉันทะ ความพอใจในความสวยงามของ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ความโกรธ ความขัด เคือง พระโสดาบัน พระสกิทาคามียังมี แต่ก็มีเพียงคิดนึกไม่ถึงกับลงมือทำ เรียกว่าอกุศลกวนใจ นิดหน่อย พอทำได้ แต่จะบังคับให้ทำไม่ได้ สำหรับพระอนาคามี ยังตกอยู่ใต้อำนาจของ อุทธัจจะ คือความคิดฟุ้งซ่าน แต่ก็คิดไปในส่วนที่เป็นกุศลใหญ่มากกว่า ความคิดฟุ้งเลอะ เลือนเล็กๆ น้อย ๆ พอมีบ้าง แต่ไม่มีอะไรเป็นภัย เพราะพระอนาคามีหมดความโกรธ ความพยาบาทเสียแล้ว 

            อำนาจของนิวรณ์มีอย่างนี้ บอกให้รู้ไว้ จะได้คอยยับยั้งชั่งใจคอยระมัดระวังไว้ไม่ปล่อย ให้ใจระเริงหลงไปกับนิวรณ์ ที่ชวนให้จิตมีความรู้สึกนึกคิดไปในส่วนที่เป็นอกุศลยับยั้งตนไว้ ในอารมณ์ของฌานเป็นปกติ ท่านที่มีอารมณ์จิตเข้าถึงอารมณ์ฌานและเข้าฌานไว้เป็นปกติ ท่านผู้นั้นมีหน้าตาแช่มชื่นเอิบอิ่มอยู่เสมอ มีอารมณ์เบิกบานไม่หดหู่ เห็นน่ารักอยู่ตลอดเวลา ฌานแม้แต่เพียงปฐมฌานจัดว่าเป็นฌานเบื้องต้น ก็มีผลไม่น้อยถ้าทรงไว้ได้ไม่ปล่อยให้เสื่อม ตายไปในขณะที่ทรงฌาน ก็สามารถไปเกิดในพรหมโลกได้สามชั้น คือ ปฐมฌานหยาบเกิด เป็นพรหมชั้นที่ ๑ ปฐมฌานกลาง เกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๒ ปฐมฌานละเอียด เกิดเป็นพรหม ชั้นที่ ๓ ถ้าท่านเอาสมาธิในปฐมฌานมาเป็นกำลังของวิปัสสนาญาณแล้วอำนาจสมาธิของ ปฐมฌานก็สามารถเป็นกำลังให้วิปัสสนาญาณกำจัดกิเลสเป็น สมุจเฉทปหาน คือตัดกิเลส ได้เด็ดขาดจนบรรลุอรหัตตผลได้สมความปรารถนา อำนาจฌานแม้แต่ฌานที่ ๑ มีอานุภาพ มากอย่างนี้ ขอท่านนักปฏิบัติจงอย่าท้อใจ ระมัดระวังใจ อย่าหลงใหลในนิวรณ์จนเสียผลฌาน

ลำดับขั้นแห่งสมาธิ



จากการทำสมาธิ อาจารย์พบกับประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากการฝึก โดยสามารถจำแนกระดับของ

                     อารมณ์ของสมถกรรมฐานทั้ง 40 อารมณ์นี้ คือ กสิณ 10 อสุภ 10 อนุสติ 10 รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 และ จตุธาตุววัฏฐาน 1 มีความ เหมาะสมแตกต่างกันในวิธีการ และ ผลที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถ แบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ อุปจารสมาธิ และ อัป ปนาสมาธิ 

                อุปจารสมาธิ คือ อารมณ์ของสมาธิ ที่เกิด ขึ้นจากการฝึกอบรมจิต ตามวิธีการของสมถกรรมฐาน จน เกือบจะแน่วแน่หรือมั่นคงดีแล้ว คือ ยังไม่ตั้งมั่นอย่างถาวร และสมบูรณ์ จึงเรียกอุปจารสมาธินี้ว่า สมาธิที่เกือบจะมั่นคง สมาธิในระดับนี้ เกิดจากการที่ผู้นั้น ได้ฝึกฝนปฏิบัติอบรมความ คิด หรือ จิตของตนเอง ตามวิธีการของสมถกรรมฐานวิธีใดวิธี หนึ่ง แล้วไม่สามารถประคองจิต หรือความคิดของตนเอง ที่ ยึดเกาะอยู่กับอารมณ์ความสงบนั้น ได้นานเท่าที่ควร สมาธิที่ เกิดขึ้นจึงยังไม่เต็มระดับ จำเป็นจะต้องฝึกฝนเพิ่มเติมจนจิต หรือ ความคิดนั้นสามารถเกิดความตั้งมั่นได้อย่างแท้จริง จิตจึง จะถูกยกระดับเข้าสู่ความสงบอย่างสมบูรณ์  

              อัปปนาสมาธิ คือ อารมณ์ของสมาธิ ที่เกิด ขึ้นจากการฝึกฝนอบรมจิต ตามวิธีการของสมถกรรมฐาน จน จิตนั้นเกิดความตั้งมั่นอย่างสมบูรณ์ มีความมั่นคงแห่งจิตเกิด ขึ้นอยู่ตลอดเวลา หรืออีกนัยหนึ่ง จิตหรือความคิดในขณะนั้น ยึดเกาะรวมกันเป็นอารมณ์เดียวกัน ซึ่งเรียกว่า ปฐมฌาน อัน ประกอบด้วยอารมณ์อีก 5 ลักษณะ รวมกันเป็นอารมณ์ เดียว คือ  
1. อารมณ์วิตก เป็นลักษณะการตรึกนึกถึง อารมณ์ อัน เป็นเครื่องยึดเกาะของจิตในขณะนั้น ซึ่งถ้าปฏิบัติ ด้วยวิธีกสิณก็คือการตรึกนึกถึงภาพกสิณนั้น  
2. อารมณ์วิจาร เป็นลักษณะการประคอง อารมณ์ อัน เป็นเครื่องยึดเกาะของจิตในขณะนั้น ซึ่งถ้าปฏิบัติ ด้วยวิธีกสิณก็คือการประคองภาพกสิณนั้นไว้ 
3. อารมณ์ปีติ เป็นลักษณะของความปลาบปลื้ม แห่งจิต ในขณะนั้น 
 4. อารมณ์สุข เป็นลักษณะอารมณ์ที่ได้ เสวย หรือ รับสัมผัสความปลาบปลื้มแห่งจิตใจขณะนั้น 
   5. เอกคตารมณ์ เป็นลักษณะของจิตในขณะนั้น ที่ เกิด ขึ้นอันเนื่องจากเกิดความสงบ ระงับ หยุดนิ่ง วาง อุเบกขา ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่จิตยึดเกาะจับอยู่ ถือเป็น อารมณ์หนึ่งเดียว อารมณ์ปฐมฌานที่เกิดขึ้นนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ใน ระหว่างการปฏิบัติตามวิธีการของสมถกรรมฐาน และหลังจากที่ ผู้ปฏิบัติสามารถประคองอารมณ์ ปฐมฌาน นี้ได้มั่นคงดีแล้ว ผู้ ปฏิบัติสามารถยกระดับของฌานให้สูงขึ้นได้ จากปฐมฌาน เข้าสู่ ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌานได้ โดยการละ อารมณ์วิตก วิจาร ปีติ และ สุข ออกได้ดังนี้ ถ้าสามารถละ อารมณ์วิตก วิจารออกไป จนเหลือแต่ อารมณ์ปีติ สุข และเอกคตารมณ์ เรียกว่า ทุติยฌาน ถ้าสามารถละ อารมณ์ปีติออกไป จนเหลือแต่ อารมณ์สุขและเอกคตารมณ์เรียกว่า ตติยฌาน ถ้าสามารถละ อารมณ์สุขออกไป จนเหลือแต่ เอก คตารมณ์ เพียงอย่างเดียว เรียกว่า จตุตถฌาน ดังนั้น ก่อนที่ผู้ปฏิบัติจะลงมือฝึกฝนปฏิบัติ เพื่ออบรม จิตของ ตนเองตามวิธีการของสมถกรรมฐานนั้น จึงจำเป็น อย่างยิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงความหมายที่ถูก ต้องของสมาธิเสียก่อน เพื่อให้ เข้าใจถึงลักษณะและประเภท ของสมาธิที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อลงมือฝึกฝนการปฏิบัติแล้ว ผู้ ปฏิบัติจะได้เข้าใจถึงสภาพอารมณ์ของตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงยึดติดในอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นสมาธิประเภทใด เพราะการจะเกิดสมาธิขึ้นได้นั้น จะต้องฝึกปฏิบัติเป็นเวลาระยะ หนึ่งจนกว่า จิตของผู้นั้น จะสามารถปล่อยละวาง การยึดเกาะ ของความคิด ต่อ สภาพความผูกพันกับสิ่งที่เป็นกิเลสลงได้ จนเหลือเพียงการยึดเกาะกับอารมณ์ของการปฏิบัติเพียงอย่าง เดียวเท่านั้น โอกาสที่จะเกิดสมาธิในขั้นที่เกือบจะมั่นคง หรือ มั่นคงดีแล้ว จึงจะเป็นไปได้ มิฉะนั้นแล้ว ผู้ฝึกปฏิบัติ อาจเข้าใจผิดต่อสภาพอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีสมาธิอีกระดับหนึ่ง ที่สามารถเกิด ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า ขณิกสมาธิ คืออารมณ์ ของจิต ที่เกิดความแน่วแน่อยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แล้วไม่ สามารถทรงอยู่ได้ คงกระจายออกไป ยึดจับอารมณ์เดิม ตาม สภาพเดิมของมันเอง ขณิกสมาธินี้ เกิดขึ้นจากการสนใจหรือ จดจ่อความคิดของตน อยู่กับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ชั่ว ระยะหนึ่ง เช่น การฟัง การอ่าน หรือการดูภาพยนตร์ ดู โทรทัศน์ เป็นต้น สมาธิในลักษณะเช่นนี้ ไม่สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ในภายหลังได้ คงเกิดประโยชน์ต่อผู้นั้น เพียงในชั่ว ระยะเวลาสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสมาธิขึ้น จากการฝึกฝน ตามวิธีการของสมถกรรมฐานได้แล้ว ก็มิได้หมายความว่า สมาธิที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นสมาธิในขั้นอัปปนาสมาธิ คือ มั่นคง ดีแล้วในทุกวิธีการ เพราะสมถกรรมฐานทั้ง 40 วิธีการนี้ ยังให้ผลที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถแบ่งกล่าวได้ดังนี้  

1. กรรมฐานที่ให้ผลสูงสุดในระดับ อุปจารสมาธิ ในการ ปฏิบัตินั้น มีอารมณ์ของสมถกรรมฐานอยู่ 10 อารมณ์ ที่ เมื่อนำมาฝึกฝนแล้ว ไม่สามารถบรรลุฌานสมาบัติได้ คง ได้ผลสูงสุดเพียง แค่อุปจารสมาธิเท่านั้น แต่ไม่สามารถยก จิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิ ได้ อารมณ์ดังกล่าวคือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ ลีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ อุปสมานุสติ มรณานุสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัฏฐาน ทั้งนี้ เนื่องจากอารมณ์แห่งสมถกรรมฐานทั้ง 10 อารมณ์นี้ ไม่สามารถทำให้อกุศลกรรม ที่นองเนื่องร้อย รัดอยู่ในธาตุธรรม หรือ ในขันธสันดานของผู้ปฏิบัติ ถูกข่มลง ไป จนจิตถูกยกระดับเข้าสู่อัปปนาสมาธิได้ เพราะอารมณ์ กรรมฐานเหล่านี้เป็นอารมณ์ในขั้นปรมัตถ์ มีสภาวะที่ลึกซึ้ง ละเอียด ประณีต สุขุมยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์แห่งพุ ทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ และอุปสมานุสติ คือการ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรมเจ้า คุณของ พระสังฆเจ้า และคุณแห่งพระนิพพาน ตามลำดับ ซึ่งนอก จากจะลึกซึ้งเกินกว่า จะเข้าใจได้ทั้งหมดแล้ว ยังกว้างขวางอัน จะนับจะประมาณมิได้อีกด้วย สูงกว่าสติปัญญาของบุคคล ธรรมดาโดยทั่วไป ที่จะสามารถระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ และ สูงสุดเหล่านี้ได้ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อไม่สามารถระลึกถึง พระคุณดังกล่าว จนถึงที่สิ้นสุดแห่งพระคุณได้ อำนาจของ สมาธิที่เกิดขึ้น จึงเกิดได้ไม่ถึงที่สุดด้วยเช่นกัน คือ สูงสุด เพียงแค่อุปจารสมาธิเท่านั้น ส่วนอารมณ์อนุสติอีก 4 อารมณ์ คือ ลีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ และ มรณา นุสติ ก็ล้วนเป็นอารมณ์ที่มีความลึกซั้ง กว้างขวางหลายระดับ ซึ่งยากแก่การเรียนรู้ได้ทั้งหมด และยากแก่การระลึกถึงอารมณ์ เหล่านี้ จนกระทั่งสามารถครอบคลุมได้ จนถึงที่สิ้นสุดแห่ง อารมณ์ด้วยเช่นกัน ตลอดจนอาหาเรปฏิกูลสัญญา และ จตุ ธาตุววัฏฐาน ก็เป็นอารมณ์ในลักษณะที่คล้ายกัน คือลึกซึ้ง เกินกว่าจะเข้าใจได้ทั้งหมด

 2. กรรมฐานที่ให้ผลสูงสุดในระดับ อัปปนาสมาธิขึ้นไป อารมณ์แห่งสมถกรรมฐานทั้งหมด 40 อารมณ์นี้ เมื่อให้ ผลสูงสุดในระดับอุปจารสมาธิ 10 อารมณ์ จึงเป็นอารมณ์ กรรมฐาน ที่สามารถให้ผลสูงสุดถึงระดับ อัปปนาสมาธิขึ้นไป 30 อารมณ์ คือ กสิณ 10 อารมณ์ อสุภ 10 อารมณ์ อัป ปมัญญา 4 อารมณ์ อรูปฌาน 4 อารมณ์ อนุสติ 2 อารมณ์ คือ อานาปานสติ และ กายคตาสติ
 




วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ฝึกนั่งสมาธิ (เบื้องต้น)


พื้นฐานการฝึกสมาธิที่จำเป็น


      สังเกตได้ว่า ณ ตอนนี้ เทคโนโลยีความก้าวหน้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนเรามากขึ้นทุกที โดยเฉพาะเครื่องมือและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ทำให้คนสมาธิสั้นลงเรื่อย ๆ ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้อีกต่อไป เช่น โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากที่สุดชิ้นหนึ่งในขณะนี้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนกดโทรศัพท์ของตัวเองเล่นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่สนใจสิ่งที่อยู่รอบตัว แม้กระทั่งงานที่กองอยู่ตรงหน้า

          ดังนั้น เราจึงอยากให้คุณลองวางเครื่องมือและอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ลงก่อน แล้วลองหันมาให้ความสนใจกับชีวิตตัวเองให้มากกว่าเดิม โดยการฝึกพัฒนาสมาธิของตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
ครับ

 ตัดสิ่งรบกวนออกไปให้หมด
          กุญแจหลักในการฝึกสมาธิให้ได้ผลนั้น คือ คุณควรพยายามตัดสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาทำลายสมาธิของคุณออกไปชั่วคราวก่อน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ การหมั่นเช็คอีเมลบ่อย ๆ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณวอกแวก จากนั้นคุณจะมีสมาธิกับงานที่ทำอยู่มากขึ้น
 จัดเรียงลำดับความสำคัญของงาน
          ในบางครั้งคุณไม่สามารถงานกองโตที่เข้าแถวรอคุณอยู่ไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อคนทราบว่ามีงานที่คั่งค้างรออยู่อีกมาก จะเริ่มไม่มีสมาธิและไม่อยากทำในที่สุด ฉะนั้น เทคนิคสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้คือ คุณควรจัดเรียงลำดับความสำคัญของงานอย่างมีระบบ สิ่งไหนควรทำก่อน สิ่งไหนรอได้ อย่าเลือกโดยทิ้งงานยากไว้ทีหลัง แล้วทำงานง่าย ๆ ก่อน อย่างเด็ดขาด แต่ให้พิจารณาที่ความสำคัญเป็นอันดับแรก

 ฝึกทำสมาธิบ่อย ๆ
          สมาธิเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็สามารถลองฝึกทำกันได้ และไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปนัก หากคุณมีความตั้งใจอย่างจริงจัง ซึ่งวิธีการฝึกก็มีมากมายหลายวิธีให้ได้ลองปฏิบัติ ถ้างั้นลองไปดูวิธีที่เรานำมาแนะนำกันเลยดีกว่าครับ

          วิธีที่ 1

          ให้นำกระดาษเปล่า ๆ สีขาวมาหนึ่งแผ่น แล้วให้คุณวาดรูปจุดกลม ๆ ลงในกระดาษเพียงจุดเดียว จากนั้นให้นำรูปที่วาดเสร็จแล้วไปติดไว้ที่กำแพง และให้คุณนั่งจ้องภาพนั้นไว้สักพัก เมื่อฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ แล้วคราวนี้คุณจะเริ่มไม่คิดถึงรูปจุดที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป ถึงแม้อาจดูว่าเป็นวิธีการฝึกสมาธิที่เหมือนไม่มีประโยชน์อะไร แต่ความจริงวิธีนี้กลับช่วยให้คุณแยกสิ่งรบกวนออกจากสมองคุณได้ดีเลยล่ะ
          วิธีที่ 2

          นำน้ำเปล่ามาเทใส่ในอุ้งมือของคุณเล็กน้อย แล้วให้จ้องมองดูการรูปแบบของน้ำที่กระเพื่อมอยู่บนมือของคุณ พยายามประคองน้ำให้นิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ จนกระทั่งคุณเห็นน้ำในมือนิ่งสนิท ไม่มีแรงกระเพื่อมอีกต่อไป แนะนำให้ทำเป็นประจำ เพราะจะช่วยให้คุณมีสมาธิดีและนิ่งขึ้น

          วิธีที่ 3

          นั่งสมาธิ คงเป็นคำตอบที่หลาย ๆ คนนึกถึงมากที่สุดวิธีหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ยากที่สุดสำหรับบางคนด้วย แต่หากทำได้รับรองเลยว่าคุณจะมีสมาธิที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ช่วงแรกที่ต้องฝึกนั่งสมาธิอาจจะยากหน่อย เพราะในหัวของคุณยังมีเรื่องต่าง ๆ วิ่งวนไปมาอยู่ตลอดเวลา ทว่าเมื่อฝึกฝนบ่อย ๆ จิตใจของคุณก็จะเริ่มสงบมากขึ้นเองตามลำดับ

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความเป็นมาโหราศาสตร์ ตอนที่ 5

ตำรับตำราโหราศาสตร์

ใครที่สนใจหนังสือโหราศาสตร์โลก ผมมีหนังสือมาแนะนำ เป็นโหรานุโหรทั่วโลก

The best Introductions to Astrology
Astrology: Classic Guide To Understanding Your Horoscope - Ronald Davison, CRCS
Astrology, a Cosmic Science - Isabel Hickey, CRCS
Spiritual Astrology - Spiller & McCoy, Simon & Schuster
Spiritual Approach To Astrology - Myrna Lofthus, CRCS
Astrologer's Handbook - Sakoian & Acker, Harper
Secrets From a Stargazer's Notebook - Debbi Kempton-Smith, Topquark
Only Way To Learn Astrology, Vol 1 - Basic Principles - March & McEvers, ACS
Only Way To Learn Astrology, Vol 2 - Math & Interpretation Techniques - March & McEvers, ACS
Only Way To Learn Astrology, Vol 3 - Horoscope Analysis - March & McEvers, ACS
 
The best books on Relationships/Synastry:
Astrology & Sex - Vivian Robson, Astrology Classics
How to Handle Your Human Relations - Lois Sargent, AFA
Synastry - Ronald Davison, Aurora
Love Formulas-2 - Nance McCullough, Namac Publishing
Karmic Relationships - Martin Schulman, Weiser
Prediction Techniques Regarding Romance - Ana Ruiz, AFA


The best book on Transits:
Planets In Transit, expanded 2nd edition - Robert Hand, Whitford Press


The best book on Progressions:
Delineation of Progressions - Sophia Mason, AFA


The best books on Solar Returns:
Solar Returns: Formulas & Analyses - Nance McCullough, Namac Publishing
The Key Cycle - Wynn, AFA
Planets in Solar Returns - Mary Shea, Twin Stars Unlimited
New Solar Return Book of Prediction - Raymond Merriman, Seek-it


The best book on Solar Arcs:
Solar Arcs, Astrology's Most Successful Predictive System - Noel Tyl, Llewellyn


The best books on Primary Directions:
Primary Directions I , Rumen Kolev, Astro-Research
Primary Directions II , Rumen Kolev, Astro-Research


The best books on how to Combine Forecasting Techniques:
Art of Predictive Astrology: Forecasting your life events - Carol Rushman, Llewellyn
Predictive Astrology, The Eagle & the Lark - Bernadette Brady, Weiser


The best books on Fixed Stars:
Fixed Stars & Constellations in Astrology - Vivian Robson, Astrology Classics
Brady's Book of Fixed Stars - Bernadette Brady, Weiser
Fixed Stars - Ebertin-Hoffman, AFA


The best Astrological Reference Books:
Encyclopedia of Astrology - Nicholas de Vore, Astrology Classics
Encyclopaedia of Medical Astrology - H.L. Cornell, Weiser, Astrology Classics, hardcover
Encyclopaedia of Psychological Astrology - C.E.O. Carter, Astrology Classics


The best books on Money:
Planetary Stock Trading (3rd edition) - Bill Meridian, Cycles Research
Planetary Economic Forecasting - Bill Meridian, Cycles Research
Money: How to find it with Astrology - Lois Rodden, Data News


The best books on Employment & Careers:
Vocational Astrology - Judith Hill, AFA
In Search of a Fulfilling Career - Joanne Wickenburg, AFA,
See also: Money: How to find it with Astrology - Lois Rodden, Data News


The best books on Relocation:
Astrolocality Astrology, What it is & How to use it - Martin Davis, Wessex Astrologer
Where in the World with Astro*Carto*Graphy - David Meadows,AFA
Planets in Locality, Exploring Local Space Astrology - Steve Cozzi, AFA


The best book on Electional Astrology:
Electional Astrology - Vivian Robson, Astrology Classics


The best books on Horary Astrology:
Christian Astrology, books 1 & 2 - William Lilly, Astrology Classics
Horary Astrology, Plain & Simple - Anthony Louis, Llewellyn
Martial Art of Horary Astrology - J. Lee Lehman, Whitford,
Simplified Horary Astrology - Ivy Goldstein-Jacobson


The best Essays about Astrology:
Real Astrology - John Frawley, Apprentice Books
The Real Astrology Applied - John Frawley, Apprentice Books
Horoscope Symbols - Robert Hand, Whitford
Essays on Astrology - Robert Hand, Whitford
Cosmic Loom: The New Science of Astrology - Dennis Elwell, Urania Trust
Astrology in the Year Zero - Gary Phillipson, Flare Publications


The best books on Astrological Body Types:
Astrological Body Types: Face/form/expression - Judith Hill, Borderlands Press
Astrological Types - Howard Duff, AFA


The best books on Astrology as a Business:
Astrology: A Language of Life vol. 3: A Handbook for the Self-Employed Astrologer - Robert Blaschke, Earthwalk School of Astrology


The best books on Medical Astrology:
Encyclopaedia of Medical Astrology - H.L. Cornell, Weiser, Astrology Classics, hardcover
Medical Astrology: A guide to planetary pathology - Judith Hill, Stellium Press
Medical Astrology - Eileen Nauman, Blue Turtle Publishing
How to Give Astrological Health Reading - Diane Cramer, AFA
Medical Astrology: Healing for the 21st Century - Marcia Starck, Earth Medicine Press
Encyclopaedia of Psychological Astrology - C.E.O. Carter, Astrology Classics
Astrological Judgement & Practice of Physick, deducted from the position of the Heavens at the decumbiture of the sick person - Richard Saunders, Astrology Classics
Astrological Judgement of Diseases from the Decumbiture of the Sick - Nicholas Culpeper, Astrology Classics


The best books on Aspects:
Aspects in Astrology: A guide to understanding planetary relationships in the horoscope - Sue Tompkins, Destiny Books
Astrological Aspects - C.E.O. Carter, AFA
Dynamics of Aspect Analysis - Bil Tierney, CRCS
Understanding Aspects: The Inconjunct - Alan Epstein, Trines Publishing
Yod: Its Esoteric Meaning - Joan Kellogg, AFA


The best book on Arabian Parts:
Arabian Parts Decoded - Lind Weber, AFA


The best books on the History of Astrololgy:
A History of Horoscopic Astrology, from the Babylonian Period to the Modern Age - James Herschel Holden, AFA
Astrological Pioneers of America - James Herschel Holden & Robert A. Hughes, AFA
Moment of Astrology - Geoffrey Cornelius, Wessex Astrologer


The best translation of Ptolemy:
Tetrabiblos - Claudius Ptolemy (trans: J.M. Ashmand), Astrology Classics


The best Ephemeris for the 20th Century:
Ephemerides 1900-2000 - Rosicrucian Fellowship


The best Ephemeris for the 21st Century:
The American Ephemeris 2001-2010 (midnight) - Rique Pottenger (Neil Michelsen), ACS


The best Tables of Houses (Placidus):
Tables Of Houses (Placidus) - Rosicrucian Fellowship


The best book on Asteroids:
Mechanics of the Future: Asteroids - Martha Lang-Westcott, Treehouse Mountain


The best books on Chiron:
View from Chiron: Essence & Application - Zane B. Stein, Zane Stein
Chiron ephemeris: Chiron & the Healing Journey - Melanie Reinhart, Penguin Arkana


The best book on the Moon:
Moon in Your Life - Donna Cunningham, Weiser


The best books on Pluto:
Healing Pluto Problems - Donna Cunningham, Weiser
Pluto: The Evolutionary Journey of the Soul - Jeff Green, Llewellyn


The best books on Cosmobiology & Midpoints:
Combination of Stellar Influences - Reinhold Ebertin, AFA
Cosmobiology For the 21st Century, Kimmel, Eleonora, AFA
A Course in 90 degree Dial Techniques (includes 2 C-90 cassettes) - Martha Lang-Wescott, Treehouse Mountain
Dial Detective: Investigation with the 90 degree dial - Maria Kay Simms, Cosmic Muse Publications
90 Degree Dial, Penelope Publications


The best books on Uranian Astrology:
Rules for Planetary Pictures - Witte-Lefeldt, Witte-Verlag
Phoenix Workshop, Uranian Astrology Manual, Cosmobiology Conference - Penelope Bertucelli, Penelope Publications
Orders of Light - Martha Lang-Westcott, Treehouse Mountain
Architects of Time - Martha Lang-Wescott, Treehouse Mountain


The best books on Weather Forecasting:
Weather Predicting - C.C. Zain, Church of Light
Astrometeorology, Planetary Power in Weather Forecasting - Kris Brandt Riske, AFA


The best books on Mundane Astrology:
Mundane Astrology three books by H.S. Green, Raphael & C.E.O. Carter, Astrology Classics
Mundane Astrology (Course XIII) - C.C. Zain, Brotherhood of Light
Fixed Stars & Judicial Astrology - G.C. Noonan, AFA
Book of World Horoscopes - Nicholas Campion, Wessex Astrologer


The best book on the Nodes:
Lunar Nodes - Mohan Koparkar, Mohan Enterprises


The best book on the Sabian Symbols:
The Sabian Symbols as an Oracle - Lynda Hill, White Horse Book
Sabian Symbols, A Screen of Prophecy - Diana E. Roche, Trafford


The best books on Traditional Astrology:
Matheseos Libri VIII - Ancient Astrology Theory & Practice - Firmicus Maternus, translated by Jean Rhys Bram, Astrology Classics
Classical Astrology for Modern Living - J. Lee Lehman, Whitford
Practical Guide to Traditional Astrology - Joseph Crane, Arhat Publications
On the Judgments of Nativities - Johannes Schoener (trans: Robert Hand), ARHAT
Essential Dignities - J. Lee Lehman, Whitford Press
Judgments of Nativities - Abu 'Ali Al-Khayyat, trans. by James Holden, AFA


The best books on Rulerships:
Book of Rulerships - J. Lee Lehman, Whitford
Rulership Book - Rex E. Bills, AFA


The best book on the Vertex:
Vertex: The Third Angle - Donna Henson, AFA


The best books on Astrology & Science:
Cosmic Influences on Human Behavior - Michael Gauquelin, Aurora Press
Planetary Heredity - Michel Gauquelin, ACS
Tenacious Mars Effect - Suitbert Ertel & Kenneth Irving, Urania Trust
Sun - Earth - Man, A mesh of cosmic oscillations - Theodore Landscheidt, Urania Trust
Astrology as Science: A statistical Approach - Mark Urban-Lurain, AFA


The best books on Harmonics:
Harmonics in Astrology - John Addey, Urania Trust
New Study of Astrology - John Addey, Urania Trust
Harmonic Charts - David Hamblin, Aquarian
Working With Astrology: The Psychology of Midpoints, Harmonics & Astro*Carto*Graphy - Michael Harding & Charles Harvey, Consider Publications


The best intelligible book on Esoteric Astrology:
Cabalah of Astrology, The Language of Numbers - William Eisen, DeVorss


The best unintelligible book on Esoteric Astrology:
Esoteric Astrology - Alice Bailey, Lucis Trust


The best books on Astrology & Kabbalah:
Kabbalistic Astrology, Sacred Tradition of the Hebrew Sages - Rabbi Joel C. Dobin, Inner Traditions
Astrology & Kabbalah, a rewrite of the Anatomy of Fate - Z'ev ben Shimon Halevi, Urania Trust


The best books on Eclipses:
Favorable Eclipses - Helen Adams Garrett, AFA
Your Prenatal Eclipse - Rose Lineman, AFA
Lunar Shadows, The Lost Key to the Timing of Eclipses - Dietrech J. Pessin, Galactic Press


The best Research (one tough book):
Astrology of the Brain, an introduction - Martha Lang-Wescott, Treehouse Mountain



        นอกจากตำรับตำราต่างๆที่นักโหราศาสตร์แนวตะวันตกหรือแนวสากล  จะใช้ศึกษาอ้างอิงซึ่งเป็นแนวเดียวกันไปจนเป็นมาตรฐานที่รู้ศึกษากันไปทั่วโลกแล้ว  ยัง มีเทคนิคต่างๆในการเข้าถึงวิชาให้รวดเร็วทางการประมวลข้อมูล ที่จะให้ผลการทำนายเป็นที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นซึ่งโหราจารย์แต่ละสำนักของ แต่ละยุคสมัยอีกมากมายนัก   และแต่ละสำนักต่างก็ได้วางระบบระเบียบแนวทางเอาไว้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป    ดัง นั้นผู้ที่จะศึกษาวิชานี้และต้องการที่จะลงลึกเข้าไปในรายละเอียด เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยใช้เวลาในการศึกษาอย่างรวดเร็วทันใจจึงมักจะ ต้องพาตัวเข้าหาสำนักครูบาอาจารย์ต่างๆเท่าที่ตนจะสะดวกและหาได้   ให้ช่วยแนะนำสั่งสอนให้  เพื่อให้ช่วยนำพาผู้ศึกษาได้เข้าสู่วงการ   และเข้าถึงแหล่งฐานข้อมูลแห่งวิชานี้ เพื่อใช้ในการค้นคว้าหาประสบการณ์จริงได้ด้วยตนเองต่อไป
 
          การพัฒนาต่อยอดในเรื่องวิชาการและเทคนิคต่างๆ   คงไม่ได้ยุติแค่ในยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น  ยังคงจะมีต่อไปอีกมากตามวิวัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ แต่ก็จะยังคงอยู่ในกรอบของปรัชญาที่มีมาก่อนหลายพันปีแล้ว ที่ว่า เมื่อข้างบนเป็นเช่นไร  ข้างล่างก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน




 

ความเป็นมาโหราศาสตร์ ตอนที่ 4

หลังสงครามทางศาสนาหรือสงครามครูเสด

เกี่ยวข้องอะไรกับโหราศาสตร์ลองอ่านดูนะครับ

      หลังจากสงครามทางศาสนาหรือสงครามครูเสด ในสมัยกลางที่ดำเนินมายาวนานกว่า 300  ปี ได้สิ้นสุดลงในศตวรรษที่ 14 ระหว่างนั้นได้มีการค้นพบศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของกรีกและโรมันที่คง เหลือซากอยู่ในเมืองเก่าหลายๆแห่งอันงดงามขึ้นมาใหม่  แถมยังมีการแก้ไขปรับปรุงดัดแปลงศิลปะวิทยาการต่างๆจากยุคนั้นให้ดียิ่งๆขึ้นไป  ทำให้มีการมุ่งพัฒนาค้นคว้ากันเพิ่มมากขึ้นอย่างเนื่อง  ในทางประวัติศาสตร์ถือกันว่าเป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือ ยุคเรเนซอง ( Renesance Era )  ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์  กลศาสตร์ การเดินเรือ  เคมี ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ คณิตศาสตร์ รวมไปถึงงานวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และงานศิลปกรรม เป็นไปอย่างก้าวหน้าชนิดพรวดพราดขึ้นมาแบบผิดหูผิดตา และสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการแพร่หลายวิทยการทางความรู้ได้แก่ การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์หนังสือ โดย โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก ( Johanese Gutenberg )ประมาณ ปี ค.ศ.1468 ทำให้หนังสือตำรามีราคาถูกลงมากๆช่วยให้การศึกษาวิชาต่างๆแผ่ขยายไป อย่างกว้างขวาง อีกทั้งชาติต่างๆในยุโรปที่เริ่มเป็นประเทศ เป็นอาณาจักรที่มีดินแดนที่แน่นอนชัดเจนยิ่งขึ้น  มีการค้นพบเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์สายใหม่ ค้นพบบุกเบิกเรื่องการเดินทางทางทะเล การค้า และค้นพบทวีปอเมริกา  และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่  ทวีปยุโรปเริ่มเป็นผู้นำเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกมากยิ่งขึ้น
 
    นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ และโหราจารย์คนสำคัญในยุคนี้ เริ่มปรากฏตัวและนำเสนอทฤษฎีการค้นพบที่ปฏิวัติรูปแบบของทัศนคติแห่ง โหราศาสตร์  ก็คือ การพิสูจน์ว่า โลกกลม และเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ต่างๆที่ต่างก็โคจรรอบดวงอาทิตย์  ทำให้ความรู้ทั้งทางทฤษฎีดาราศาสตร์และมุมมองเกี่ยวกับจักรวาลได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  นัก ดาราศาสตร์ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วต่างก็เป็นโหรแห่งราชสำนักในอาณาจักรนั้นๆไป ด้วย ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในผลงานในยุคนี้ที่สำคัญ อาทิเช่น   กาลิเลโอ  กาลิเลอิ (Galileo Galiei), ไทโค  บาเฮ ( Tycho Brahe )  , โยฮันเนส เคปเลอร์ ( Johannese Kepler ), นิโครลาส คอร์เปอร์นิคัส ( Nicolas Copernicus ), เซอร์ไอแซค  นิวตัน ( Sir Isac Newton ) ฯลฯ ท่านเหล่านี้ได้สร้างคุณูปการกับวิชาโหราศาสตร์ในด้านความถูกต้องของการ สร้างทฤษฎีการคำนวณหาตำแหน่งที่แน่นอนของปัจจัยต่างๆที่ใช้ในระบบโหราศาสตร์ ด้วยกันทั้งสิ้น
 

      มีนักโหราจารย์ชื่อดัง  ยุคนี้ที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ของวิชาโหราศาสตร์ที่ยาวนานซึ่งปรากฏมีชื่อเสียงโด่งดังมากมายหลายท่าน  ที่มีผู้จดจำบันทึกผลงานเอาไว้ได้  อาทิเช่น  Johannes Stoffler ( 1452 – 1531 )โหราจารย์ชาวเยอรมัน หรือโหราจารย์ชาวฝรั่งเศสผู้แต่ง The Century รวมคำพยากรณ์นามอุโฆษอย่าง Michel De Nosterdam ซึ่งที่รู้จักกันในนาม นอสตราดามุส ( Nostradamus  1503 – 1566 ) ในฝรั่งเศสนี้มีโหราจารย์ที่โด่งดังหลายท่าน เช่น Jacques Gaffarel ( 1601-1681 ) กับ Merin De Villefranche โหราจารย์ผู้ลึกลับแต่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งแห่งราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ในประเทศอังกฤษนั้น ในยุคนี้ก็มีโหราจารย์คนสำคัญ เช่น William Lilly ( 1602-1681 ) , Robert Fludd ( 1574 – 1637 ) Francis Bacon ( 1561 – 1626 ) ซึ่งไม่ได้เด่นเฉพาะวิชาวิชาเคมีเท่านั้น แต่ในทางโหราศาสตร์ก็มีผลงานออกมาให้เป็นที่ลือลั่นในวงการเหมือนกัน หรือ Sir Thomas Browne ( 1605 -1682 )ผู้อธิบายทฤษฎีการเชื่อมโยงโหราศาสตร์กับมนุษย์ได้อย่างเป็นระบบหรือที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า Metaphysics

 พอ ถึงศตวรรษที่ 17-18 เมื่อการตีพิมพ์ตำรับตำราเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างมาก รวมทั้งการคมนาคมขนส่ง และการปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลก ทำให้ความรู้ ทั้งในระบบโหราศาสตร์และดาราศาสตร์มีการถ่ายโอนกันระหว่างโลกมุสลิมและยุโรป ไปอย่างกว้างขวาง ทฤษฎีต่างๆของโหราศาสตร์เริ่มชัดเจนขึ้นมาก  จนถือกันว่าพัฒนาจนได้ชื่อว่าเป็น โหราศาสตร์ก้าวหน้ายุคใหม่ ( Post- Modern ) เริ่มมีการจัดพิมพ์ปฎิทินดาราศาสตร์ ( Ephimeris ) เช่นของ Raphael ( R.C.Smith 1795-1832 )เริ่มพิมพ์เผยแพร่ในปี 1795 เพื่อนักโหราศาสตร์และมีการจำแนกรูปแบบสาขาวิชาออกไปอย่างกว้างขวาง  ทั้งโหราศาสตร์บุคคล  โหราศาสตร์การเมือง  เทคนิคการให้ฤกษ์ และกาลชะตา  มีสำนักโหรต่างๆในยุโรปผุดขึ้นมากมาย  งานของ Alan Leo ( 1860-1917 ) Zadkiel ( Commander R.J. Morrison 1795-1840 )และ ของ Sepharial ( W.R.Old  1864-1929 ) ต่างก็มีอิทธิพลในการเผยแพร่ความรู้แบบมาตรฐานของยุคนั้นให้กับวงการโหรในรุ่นต่อๆมาอย่างมากมาย
 
           ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการค้นพบเทคนิคโหราศาสตร์แบบใหม่ขึ้นมาซึ่งพัฒนาในเยอรมัน โดย Alfred Witte ( 1878-1943 )และคณะ ซึ่งประกอบด้วย Friedrich Sirggrun ,Ludwig Rudolph,Hermann Lefeldt  ร่วมกันพัฒนา เรียกกันในสมัยนั้นว่า เทคนิคแบบสำนักโหราศาสตร์Hamburg หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า โหราศาสตร์แบบยูเรเนียน ต่อมาในปี 1930  Renold Ebertine ก็พัฒนาแยกต่อไปเป็น วิชา Cosmobiology ในสายนี้รวมไปถึงงานของ  Hans  Niggemann ,Ruth Brummund , Charles Emerson , Roger Jacobson , Karl Ambjornson ด้วย ส่วนในอังกฤษนั้น ผลงานด้านตำราของ Cyril Fagan ,Garth Allan และในอเมริกางานของ Dane Rudhyar และ Marc Edmund Jones อีกทั้ง Charles E.O. Carter, Vivian Robson ,John Addey, Liz Greene, Evangeline Adams, Robert Hand, Linda Goodman ,Noel Tyl ก็เป็นที่นิยมสนใจของผู้ที่ศึกษาวิชานี้ใช้อ้างอิงไปทั่วโลก

ติดตามตอนต่อไปครับ...